เป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกได้สร้างแนวปฏิบัติใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในภาคธุรกิจ หนึ่งในนั้นก็คือ การสร้างแรงจูงใจให้กับผู้บริหารระดับสูงในการกำกับดูแลการดำเนินงานของบริษัทให้เชื่อมโยงกับพันธกิจด้านการลดก๊าซเรือนกระจก โดยกว่าครึ่งของบริษัทที่อยู่ใน S&P 500 ระบุว่า มีการนำการประเมินผลด้าน ESG มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดค่าตอบแทน

เพื่อให้ผู้บริหารกำหนดและปฏิบัติตามนโยบายที่สอดคล้องกับเรื่องนี้ หลายบริษัทจึงระบุเงื่อนไขที่สัมพันธ์กับค่าตอบแทนอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายระยะสั้น เช่น ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต้องลดให้ได้ภายในระยะเวลา 3–5 ปี หรือเป้าหมายระยะยาว เช่น การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

งานวิจัยของนักวิจัยจาก International Institute for Management Development (IMD) สถาบันการศึกษาด้านธุรกิจชั้นนำในสวิตเซอร์แลนด์ ร่วมกับ Politecnico di Milano ซึ่งศึกษาบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ของอิตาลี 220 แห่ง พบรูปแบบที่คล้ายกัน คือบริษัทเหล่านี้ล้วนมีตัวชี้วัดสิ่งแวดล้อมอยู่ในแผนค่าตอบแทน แต่มีน้ำหนักไม่มากพอจะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงจริง กล่าวคือ ถึงแม้บริษัทเกือบครึ่งหนึ่งในกลุ่มตัวอย่างจะเริ่มผูกเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับค่าตอบแทน CEO แล้ว แต่น้ำหนักทางการเงินของตัวชี้วัดเหล่านี้กลับมีสัดส่วนเฉลี่ยเพียง 7.6% ของค่าตอบแทนรวม และแม้แต่บริษัทที่ประกาศเป้าหมาย Net Zero ชัดเจน ตัวเลขนี้ก็ยังไม่เกิน 10% เมื่อเทียบกับตัวชี้วัดทางการเงินอื่นที่มีน้ำหนักสูงกว่ามาก

งานวิจัยชิ้นนี้เสนอแนวทางแก้ไขไว้ว่า บริษัทที่มีคณะกรรมการด้านความยั่งยืน (sustainability committee) ในระดับบอร์ดบริหาร มีแนวโน้มผูกเป้าหมายสิ่งแวดล้อมเข้ากับค่าตอบแทนทั้งระยะสั้นและระยะยาวพร้อมกันมากกว่าบริษัทที่ไม่มีคณะกรรมการดังกล่าวถึง 2.4 เท่า และเสนอว่าตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมในแผนค่าตอบแทนระยะยาวควรมีน้ำหนักอย่างน้อย 15% ของค่าตอบแทนรวม จึงจะมีนัยสำคัญมากพอที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริหารได้จริง

นอกจากนี้ ในการสำรวจของ KPMG บริษัทตรวจสอบบัญชีและให้คำปรึกษาทางธุรกิจระดับโลก ยังพบว่า นโยบายนี้จะไม่ได้เป็นเพียงแค่การขับเคลื่อนที่เกิดขึ้นในบริษัทใหญ่ระดับโลก แต่จะกลายเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่บริษัทจะยึดเป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายได้

Net Zero Tracker แพลตฟอร์มสัญชาติไทยซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการติดตามการลดก๊าซเรือนกระจกของบริษัทพลังงานไทยขนาดใหญ่เองก็มีการนำเรื่องค่าตอบแทนมาเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินด้วย โดยอยู่ในหมวด ‘การกำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูล’ (oversight & disclosure)

จากการตรวจสอบพบว่า ในจำนวนบริษัทที่ Net Zero Tracker ติดตามอยู่ทั้งหมด 10 แห่งนั้น มีบริษัท 5 แห่งที่มีนโยบายกำหนดให้ค่าตอบแทนของผู้บริหารสูงสุด (CEO) และผู้บริหารระดับสูงผูกกับตัวชี้วัดการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้แก่

  • บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (BGRIM)
  • บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) (BANPU)
  • บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO)
  • บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (RATCH)
  • บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT)

อย่างไรก็ตาม ในหมวดนี้ยังมีตัวชี้วัดที่น่าสนใจและเป็นความท้าทายอย่างมากของบริษัทพลังงาน นั่นคือ การที่บริษัทยกเลิกระบบแรงจูงใจที่เชื่อมโยงระหว่างแผนค่าตอบแทนรายปีหรือแผนค่าตอบแทนระยะยาวของผู้บริหารระดับสูง กับการขยายกำลังการผลิตพลังงาน ‘เชื้อเพลิงฟอสซิล’ และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีบริษัทใดได้คะแนนในข้อนี้

กล่าวคือ แม้บริษัทพลังงานไทยหลายแห่งจะเริ่มผูกเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกเข้ากับค่าตอบแทนผู้บริหารแล้ว แต่ยังไม่มีบริษัทใดที่ตัดขาดแรงจูงใจด้านการขยายธุรกิจฟอสซิลออกไปพร้อมกัน นี่คือช่องว่างระหว่าง ‘การมีตัวชี้วัดสิ่งแวดล้อม’ กับ ‘การยกเลิกแรงจูงใจฟอสซิลอย่างแท้จริง’

ข้อมูลจาก Net Zero Tracker ชี้ให้เห็นว่าบริษัทพลังงานไทยเองก็เริ่มขยับตามทิศทางนี้แล้ว เพียงแต่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นที่ต้องจับตาดูว่าจะปิดช่องว่างเรื่องน้ำหนักค่าตอบแทนและการตัดขาดแรงจูงใจฟอสซิลได้เร็วแค่ไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่ Net Zero Tracker ในฐานะเครื่องมือติดตามความคืบหน้าของบริษัทพลังงานไทยโดยเฉพาะ จะยังคงเกาะติดและอัปเดตให้เห็นพัฒนาการนี้อย่างต่อเนื่อง