เป็นธรรมเนียมปฏิบัติมานานเกือบ 20 ปี สำหรับ Germanwatch องค์กรประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ที่จะเผยแพร่รายงาน Climate Risk Index หรือ CRI ในแต่ละปี เพื่อนำเสนอดัชนีวิเคราะห์และจัดอันดับประเทศต่างๆ จากผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทั้งพายุ น้ำท่วม ภัยแล้ง
เส้นทางในการเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของไทยเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรสนใจและติดตาม โดยเฉพาะการจับตามองภาคพลังงานที่ถือเป็นหัวใจของการเปลี่ยนผ่านนี้ เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่สุดของประเทศ และเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบ การเข้าใจสถานการณ์นี้จึงไม่ใช่แค่การรู้ข้อมูลตัวเลขปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงและตัวเลขปีเป้าหมาย แต่ยังต้องเข้าใจถึงแนวโน้ม ทิศทาง และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย จึงจะเห็นถึงความเป็นไปได้และสิ่งที่ต้องดำเนินการเพื่อให้ประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ตามเป้าหมายที่ประกาศไว้ และนั่นทำให้เราไม่อาจมองข้าม ‘ผู้เล่นหลัก’ ซึ่งมีสัดส่วนกำลังการผลิตพลังงานส่วนใหญ่ของประเทศ ขยับเป้าสู่ NDC 3.0: ทุกภาคส่วนพร้อมแค่ไหน? NDC ย่อมาจาก
เป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกได้สร้างแนวปฏิบัติใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในภาคธุรกิจ หนึ่งในนั้นก็คือ การสร้างแรงจูงใจให้กับผู้บริหารระดับสูงในการกำกับดูแลการดำเนินงานของบริษัทให้เชื่อมโยงกับพันธกิจด้านการลดก๊าซเรือนกระจก โดยกว่าครึ่งของบริษัทที่อยู่ใน S&P 500 ระบุว่า มีการนำการประเมินผลด้าน ESG มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดค่าตอบแทน เพื่อให้ผู้บริหารกำหนดและปฏิบัติตามนโยบายที่สอดคล้องกับเรื่องนี้ หลายบริษัทจึงระบุเงื่อนไขที่สัมพันธ์กับค่าตอบแทนอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายระยะสั้น เช่น ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต้องลดให้ได้ภายในระยะเวลา 3–5 ปี
เมื่อพูดถึงเกณฑ์การลดก๊าซเรือนกระจก (Net Zero) ในระดับสากล สิ่งที่นึกถึงกันอาจเป็นตัวเลขการปล่อยคาร์บอน เทคโนโลยีพลังงานสะอาด หรือการชดเชยคาร์บอน แต่ Net Zero Tracker เกณฑ์ติดตามการลดก๊าซเรือนกระจกของไทย พัฒนาโดย บริษัท ป่าสาละ จำกัด มีตัวชี้วัดที่พิเศษและตอบโจทย์บริบทไทย ด้วยการหยิบประเด็น