เส้นทางในการเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของไทยเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรสนใจและติดตาม โดยเฉพาะการจับตามองภาคพลังงานที่ถือเป็นหัวใจของการเปลี่ยนผ่านนี้ เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่สุดของประเทศ และเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบ

การเข้าใจสถานการณ์นี้จึงไม่ใช่แค่การรู้ข้อมูลตัวเลขปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงและตัวเลขปีเป้าหมาย แต่ยังต้องเข้าใจถึงแนวโน้ม ทิศทาง และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย จึงจะเห็นถึงความเป็นไปได้และสิ่งที่ต้องดำเนินการเพื่อให้ประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ตามเป้าหมายที่ประกาศไว้ และนั่นทำให้เราไม่อาจมองข้าม ‘ผู้เล่นหลัก’ ซึ่งมีสัดส่วนกำลังการผลิตพลังงานส่วนใหญ่ของประเทศ

ขยับเป้าสู่ NDC 3.0: ทุกภาคส่วนพร้อมแค่ไหน?

NDC ย่อมาจาก Nationally Determined Contribution หรือเป้าหมายการมีส่วนร่วมของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนแผนฉบับใหม่ล่าสุดอย่าง NDC 3.0 โดยขยับเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วกว่าแผนเดิมถึง 15 ปี จากปี 2065 เป็น 2050 ทั้งยังตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 47% หรือ 135.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าจากระดับปี 2019 ภายในปี 2035 และเตรียมแผนการลงทุนเพื่อดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศ 230,000 ล้านบาท ในการสนับสนุนไทยลดก๊าซเรือนกระจก 32.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตามเงื่อนไขของความตกลงปารีส

อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้เพียงเพราะการประกาศนโยบายของภาครัฐ แต่หัวใจสำคัญขึ้นอยู่กับว่า ‘ผู้เล่นตัวจริง’ ในภาคอุตสาหกรรมพลังงาน จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็วแค่ไหน

ภาคผลิตไฟฟ้า แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับ 1 ของประเทศ

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในโครงสร้างเศรษฐกิจ ภาคการผลิตไฟฟ้าเป็นสาขาที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาเป็นอันดับหนึ่ง นับตั้งแต่ปี 1991 ต่อเนื่องมาจนถึง 2024 โดยคิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึงประมาณ 30-40% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด รองลงมาคือภาคการขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม ตามลำดับ

สาเหตุที่ทำให้การผลิตไฟฟ้าในไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นสัดส่วนสูงมาจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติและถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลัก เมื่อประกอบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทำให้มีการใช้พลังงานมากขึ้น ปริมาณการปล่อยก๊าซจึงสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

หากต้องการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ประเทศไทยยังต้องอาศัยนโยบายที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน และการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคให้รองรับการเปลี่ยนผ่าน ทางด้านภาคเอกชน บริษัทพลังงานทุกแห่งจำเป็นต้องมีนโยบายและการดำเนินตามแผนเพื่อให้การลดก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายเป็นไปได้จริง

ใครถือครองกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ

สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของไทยตามสัญญาในระบบตามข้อมูลเดือนมิถุนายน 2025 ชี้ชัดว่า โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของประเทศถูกขับเคลื่อนด้วย 2 ผู้เล่นหลัก: ภาคเอกชน (รวมผู้ผลิตรายใหญ่ รายเล็ก และการนำเข้าจากต่างประเทศ) ซึ่งถือครองสัดส่วนใหญ่ถึง 68.77% และ กฟผ. (รัฐวิสาหกิจ) ที่มีกำลังการผลิตคิดเป็น 31.23% หรือเกือบ 1 ใน 3 ของทั้งหมด

ด้วยเหตุนี้ นโยบายของ ‘ผู้เล่นรายใหญ่’ เหล่านี้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง เพราะยิ่งสัดส่วนการถือครองกำลังการผลิตมากเท่าไร ก็ยิ่งมีผลต่อปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเกี่ยวพันกับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยโดยตรง Net Zero Tracker จึงมุ่งตรวจสอบนโยบายด้านพลังงานของ 10 ยักษ์ใหญ่ผู้คุมพลังงานไทย ซึ่งครอบคลุมทั้งหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหลักอย่าง กฟผ. และบริษัทพลังงานที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อร่วมติดตามความก้าวหน้าบนเส้นทางมุ่งสู่ Net Zero ว่าผู้เล่นแต่ละรายกำลังพาประเทศไทยไปได้จริงตามเป้าหมายหรือไม่

Net Zero Tracker แพลตฟอร์มแรกของไทยในการตรวจสอบนโยบาย Net Zero

เพราะเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จะสำเร็จในกรอบเวลาที่กำหนดได้ ส่วนสำคัญมาจากนโยบายและการดำเนินงานของบริษัทพลังงาน บริษัท ป่าสาละ จำกัด จึงพัฒนา Net Zero Tracker แพลตฟอร์มแรกในไทยที่ให้ทุกคนสามารถติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้าของรัฐวิสาหกิจอย่าง กฟผ. และบริษัทพลังงานไทย รวม 10 แห่ง ซึ่งถือเป็นผู้เล่นหลักที่มีบทบาทสูงสุดในระบบการจัดการพลังงานของประเทศ

Net Zero Tracker ประเมินและให้คะแนนบริษัทพลังงานเหล่านี้โดยอ้างอิงข้อมูลที่บริษัทเผยต่อสาธารณะ แบ่งออกเป็น 4 หมวดหลัก (คะแนนเต็ม 40 คะแนน) ได้แก่
● การกำหนดเป้าหมาย
● การกำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูล
● ผลการดำเนินการ
● การเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม
ผลการประเมินพบว่า บริษัทที่ได้คะแนนรวมสูงสุดมีจำนวน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) (BANPU) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) โดยได้ 15 คะแนน

Net Zero Tracker ไม่เพียงแต่ให้คะแนน แต่หวังว่าจะเป็นเครื่องมือผลักดันให้เกิดการแข่งขันเชิงนโยบาย โดยบริษัทพลังงานจะได้เห็นภาพเปรียบเทียบกับคู่แข่ง ขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือให้ภาควิชาการและภาคประชาสังคมสามารถใช้จับตาการทำงานของภาคเอกชนได้อย่างเป็นรูปธรรม