เมื่อพูดถึงเกณฑ์การลดก๊าซเรือนกระจก (Net Zero) ในระดับสากล สิ่งที่นึกถึงกันอาจเป็นตัวเลขการปล่อยคาร์บอน เทคโนโลยีพลังงานสะอาด หรือการชดเชยคาร์บอน

แต่ Net Zero Tracker เกณฑ์ติดตามการลดก๊าซเรือนกระจกของไทย พัฒนาโดย บริษัท ป่าสาละ จำกัด มีตัวชี้วัดที่พิเศษและตอบโจทย์บริบทไทย ด้วยการหยิบประเด็น SLAPP ที่ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์สากล มาเป็นมาตรวัดหนึ่งในการให้คะแนนบริษัทพลังงานไทย

SLAPP ย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation หมายถึงการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อระงับหรือขัดขวางการมีส่วนร่วมของสาธารณะ หรือที่เรียกว่า ‘การฟ้องปิดปาก’ นั่นเอง การฟ้องคดีแบบนี้นอกจากจะส่งผลให้การวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นสาธารณะน้อยลงแล้ว ยังจำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชน สร้างบรรยากาศของความกลัว และทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีต้องแบกรับภาระทางจิตใจและทรัพย์สินอีกด้วย

รายงานการศึกษาเรื่อง ‘กฎหมายและมาตรการป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะในบริบทธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน’ ซึ่งจัดทำโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำประเทศไทย สรุปภาพรวมของสถิติคดี SLAPP ในไทย ตั้งแต่ปี 2540 จนถึงกลางปี 2565 พบว่ามีคดีที่เข้าข่ายนี้และดำเนินคดีโดยภาคธุรกิจและรัฐวิสาหกิจรวมทั้งหมด 109 คดี และมีผู้ถูกฟ้องเป็นจำนวนรวมกว่า 400 คน นอกจากนี้ถ้านับตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปี 2564 จำนวนคดีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิม (ช่วงปี 2544–2554) ที่มีเพียงปีละ 1–5 คดี พุ่งสูงขึ้นเป็นปีละ 7–13 คดีอย่างต่อเนื่อง

เมื่อพิจารณาตามประเภทของผู้ดำเนินคดี พบว่าธุรกิจพลังงานเป็นอุตสาหกรรมที่มีการฟ้องร้องมากเป็นลำดับที่ 3 โดยคิดเป็น 14% ของจำนวนคดีทั้งหมด รองจากกิจการในกลุ่มเหมืองแร่และปศุสัตว์ ส่วนผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายของการฟ้องคดีนั้น 78% เป็นชาวบ้านในพื้นที่หรือผู้ถูกละเมิดสิทธิโดยตรง ทิ้งห่างลำดับที่ 2 และ 3 อย่างนักกิจกรรมและนักสหภาพแรงงาน

ข้อสังเกตจากสถิติที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ประเด็นที่เสี่ยงต่อการถูกฟ้องคดี โดยประเด็นเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความเสี่ยงสูงเป็นอันดับแรก คิดเป็น 53% รองลงมาเป็นประเด็นสิทธิแรงงาน (26%) ถัดมาคือ ธรรมาภิบาลของการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจพลังงาน (14%)

การฟ้องคดี SLAPP ที่เพิ่มขึ้นถือเป็นการคุกคามทางตรงที่สร้างผลกระทบต่อผู้ถูกฟ้อง และยังนับเป็นการคุกคามทางอ้อมต่อสังคมประชาธิปไตยในภาพรวมอีกด้วย เนื่องจากทำให้พื้นที่การถกเถียงสาธารณะแคบลงด้วยความกลัว

การให้คะแนนธุรกิจพลังงานที่ตระหนักถึงปัญหานี้ของ Net Zero Tracker จึงเป็นมาตรวัดที่เหมาะกับบริบทของไทยที่มีคดีฟ้องปิดปากเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตลอดจนธรรมชาติของธุรกิจภาคพลังงานที่เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน มีความจำเป็นและส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคน ประชาชนควรได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายให้มีสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินธุรกิจ รวมถึงนโยบาย Net Zero ของแต่ละบริษัทด้วย

ทั้งนี้ จากผลการประเมิน Net Zero Tracker โดยเฉพาะในเกณฑ์เรื่องการประกาศนโยบายไม่ตอบโต้ (non-retaliation / non-reprisal policy) ซึ่งกำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยนโยบายการไม่ตอบโต้ที่คุ้มครองผู้ร้องเรียนทั้งผ่านช่องทางภายในและภายนอกของบริษัท รวมถึงมีนโยบายไม่ฟ้องปิดปาก โดยให้คำมั่นว่าจะไม่ดำเนินคดีต่อผู้ที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบริษัทผ่านช่องทางสาธารณะอื่นๆ พบว่า ไม่มีบริษัทใดเลยที่ได้คะแนนในส่วนนี้ เนื่องจากส่วนใหญ่ยังไม่มีนโยบายดังกล่าว และแม้บางบริษัทจะมีนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่มีแห่งใดที่มีนโยบายครบถ้วนทั้งสองนโยบาย